Douglas Hofstadter

ดักกราส ฮอฟสแตดเตอร์ (Douglas Richard Hofstadter)
ผู้เขียน Gödel, Escher, Bach : An Eternal Golden Braid (Pulitzer Prize 1979)
ดักกราส เกิดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1945 ในนิวยอร์ค ซิตี้, สหรัฐฯ​ พ่อของคือศาสตราจารย์โรเบิร์ต ฮอฟสแตดเตอร์ (Robert Hofstadter) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ปี 1961 จากการศึกษาการกระจายของอิเล็กตรอน ส่วนแม่ชื่อว่าแนนซี่ (Nancy Givan Hofstadter) ดักกราสใช้ชีวิตวัยเด็กส่วนใหญ่อยู่ในเจนีวา, สวิสฯ
1958 เข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติเจนีวา (International School of Geneva)
1959 เข้าเรียนที่สแตนฟอร์ด (Stanford University) ในสาขาคณิตศาสตร์
1965 จบปริญญาตรี
1975 จบปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน (University of Oregon) โดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง The Energy levels of Bloch electrons in magnetic fields
1976 ค้นพบ Hofstadter’s butterfly ซึ่งเป็นแฟร็กทัล (Fractal) คณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของอิเล็กตรอนในสนามแม่เหล็ก
1977 มาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า (Indiana University , Bloomington) ในคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์
1984 ย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of MIchigan) โดยได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา
1988 กลับมาสอนที่ ม.อินเดียน่า โดยได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมเปรียบเทียบและวิทยาศาสตร์ค๊อกนิทีฟ
ที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่านี้ดักกราส ได้ก่อตั้งกลุ่ม Fluid Analogies Research Group (FARG) ขึ้นมาเพื่อศึกษาเกี่ยวกับจิตสำนัก
ในปีนี้เขาได้ร่วมกับมิตเชลล์ (Melanie Mitchell) พัฒนาโปรแกรม Copycat ซึ่งเป็น Cognitive architectures แบบหนึ่งบนสมมุติฐานที่ว่าจิตสำนึกเกิดขึ้นจากกระบวนการพื้นฐานแบบอนาล๊อก (analogy making) 
ได้รางวัล In Praise of Reason award จาก CSI (Committee for Skeptical Inquiry)
1979 เขียน Gödel, Escher, Bach : An Eternal Golden Braid ซึ่งหนังสือได้รับรางวัล Pulitzer ในปีเดียวกัน
1981 เขียน The Mind’s I  ร่วมกับเดนเน็ตต์ (Daniel Dennett) ซึ่งถูกนำไปดัดแปลงร้างเป็นภาพยนต์ Victim of the Brain
ปีนี้ดักกราสยังได้ทำงานเป็นนักเขียนให้กับแม็กกาซีน Scientific America ในคอลัมน์ Metamagical Thomas จนถึงปี 1983
1985 แต่งงานกับคาโรล (Carol Ann Brush) พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน แดนนี่ (Danny) และโมนิก้า (Monica)
1993 ภรรยาของเขาเสียชีวิต จากมะเร็งในสมองแบบ GBM (gliobastoma multiforme)
1997 เขียนหนังสือ Le Ton beau de Margot : In Praise of the Music of Language ซึ่งแสดงให้เห็นความสนใจของดักกราสเกี่ยวกับภาษา การแปล ซึ่งตัวของเขาเองสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสและอิตาเลียนได้ดี และยังสนใจศึกษาภาษาอื่นๆ อย่าง รัสเซีย, แมนดาริน และอื่นๆ อีก ด้วย 
2007 เขียน I Am a Strange Loop
2009 ได้เป็นสมาชิกของ American Academy of Arts and Sciences
2012 แต่งงานกับเบ๋าเฟ่น หลิน (Baofen Lin)
ผลงานเขียน
  • Gödel, Escher, Bach : an Eternal Golden Braid, 1979
  • Metamagical Themas, 1985
  • Ambigramni
  • Fluid Concepts and Creative Analogies, 1995
  • Rhapsody on a Theme by Clement Marot, 1996
  • Le Tn beau de Marot, 1997
  • Eugene Onegin : A Novel Versification
  • I Am a Strange Loop, 2007
  • The Discovery of Dawn (งานแปลจากวรรณกรรมของ Walter Vertroni)
  • Surfaces and Essences : Analogy as the Fuel and Fire of Thinking , 2013

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *