Chester W. Nimitz

เชสเตอร์ นิมิตซ์ (Chester William Nimitz, Sr.)
ผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ ในแปซิฟิก ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2
นิมิตซ์ เกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1885, ในรัฐเท็กซัส ครอบครัวของเขามีเชื้อสายเยอรมัน ปู่ของเขาชื่อคาร์ล (Karl Heinrich Nimitz ภายหลังเป็นเป็น Charles Henry) เป็นอดีตลูกเรือในเรือสินค้าเยอรมันและทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆ อยู่ในเท็กซัส พ่อของนิมิตซ์ชื่อเชสเตอร์ (Chester Bernhardt Nimitz) ทำธุรกิจค้าปศุสัตว์และแม่ชื่อแอนนา (Anna Josephine Henke)  พ่อของนิมิตซ์เสียชีวิตก่อนที่เขาจะเกิดหกเดือนจากอาการโรครูมาติกที่กล้ามเนื้อหัวใจ นิมิตซ์ถูกเลี้ยงดูขึ้นมาโดยอยู่กับแม่และปู่
นิมิตซ์เรียนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมไตวี่ (Tivy High School)
1890 แม่ของนิมิตซ์แต่งงานอีกครั้งกับวิลเลี่ยม (William) ซึ่งเป็นน้องชายของสามีเก่าเธอที่เสียชีวิต และมีลูกด้วยกันอีกสองคน 
1901 เข้าเรียนที่สถาบันการทหารเรือ (States Naval Academy) โดยก่อนหน้านั้นเขาตั้งใจที่จะสมัครเรียนที่เวสต์ พอยต์ (Military Academy , West Point) แต่พบว่าไม่มีตำแหน่งว่าง และเขาได้รับคำแนะนำจากเจมส์ สเลย์เดน (James L. Slayden) สมาชิกสภาขณะนั้นให้ย้ายไปเรียนนายเรือแทน
1905 จบการศึกษา โดยมีผลการเรียนดีมาก เขาสอบได้เป็นอันดับเจ็ดจากนักเรียน 114 คน  และหลังจากนั้นได้ถูกส่งไปประจำอยู่บนเรือรบโอไฮโอ (Ohio battleship) ในซาน ฟรานซิสโก 
1906 ย้ายมาประจำกับเรือรบบัลติมอร์ (USS Baltimore) 
1907 ได้รับตำแหน่งทหารประจำปืนใหญ่บนเรือรบปาเนย์ (USS Panay) และต่อมาถูกย้ายมาอยู่ที่เรือรบเดคาเตอร์ (USS Decatur) และเรือรบเดนเวอร์ (USS Denver) 
1908 เดินทางมาถึงฟิลิปปินส์พร้อมกับเรือรบเดคาเตอร์
1909 ได้ตำแหน่งครูฝึกบนเรือดำน้ำ USS-Flotilla   ก่อนที่ต่อมาจะได้เป็นผู้บัญชาการเรือดำน้ำลำนี้ และต่อมาได้มาบัญชาการเรือดำน้ำ USS-Plunger ,เรือดำน้ำ USS Snapper และ USS Narwhal ตามลำดับ
1913 เดินทางไปศึกษาการสร้างเครื่องยนต์ดีเซลในโรงงานในเมืองนูเร็มเบิร์กของเยอมัน (Nurembertg, Germany) และที่เมืองเกร็นต์ เบลเยี่ยม(Ghent, Belgium) และเมื่อกลับมายังสหรัฐฯ เขาก็ได้รับหน้าที่วิศวกรและผู้บริหารของอู่ต่อเรือของกองทัพเรือในนิวยอร์ก รับผิดชอบการต่อเรือ USS Maumee
9 เมษายน, แต่งงานกับแคเธอรีน (Catherine Vance Freeman) 
1920 ถูกส่งตัวไปยังเพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor, Hawaii) บนเกาะฮาวาย เพื่อดูแลการก่อสร้างฐานทัพเรือดำน้ำที่นั่น ระหว่างนี้ยังได้เข้าเรียนด้านลอจิสติกส์ทางทะเลที่ Naval War College
1923 ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บัญชาการกองเรือรบ และยังช่วยก่อตั้งโรงเรียนฝึกนายเรือกำลังสำรอง (Naval REserve Offices Training Corps) ขึ้นภายในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California , Berkeley)
1941 7 ธันวาคม, ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ บนเกาะฮาวาย หลังจากนั้นไม่นาน นิมิตซ์ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพลเรือเอก และเป็นผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐฯ ประจำแปซิฟิก
1942 สหรัฐฯ ประกาศตั้ง Combined Chiefs of Staff (CSS) ซึ่งเป็นหน่วยงานสูงสุดในการบังคับบัญชากองทัพร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษ และมีการการแบ่งสมรภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกออกเป็น 3 ส่วน คือ ตะวันตกใต้ (South-West) มีนายพลแม็คอาเธอร์ (Douglas MacArthur) เป็นผู้นำ,  จะวันออกใต้ (South-East) อยู่ภายใต้การควบคุมของนิมิตซ์
นิมิตซ์เป็นผู้สั่งการในการบุกเกาะมาเรียน่า (Mariana Islands) ไซปัน (Saipan Island)
1944 ตุลาคม, Battle of Leyte Gulf
1945 ย้ายศูนย์บัญชาการกองทัพเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ จากเพิร์ลฮาร์เบอร์ มาไว้ที่เกาะกวม (GUAM)
2 กันยายน, ร่วมในพิธีการลงนามยอมแพ้สงคราม ของญี่ปุ่น บนเรือรบมิซซัวรี (Missouri) ที่ลอยลำอยู่ในอ่าวโตเกียว
5 ตุลาคม, ถูกเรียกว่าเป็นวัน Nimitz Day
เขาได้รับฉายาว่า Island Hopper และได้รับรางวัล Gold Star จากประธานาธิบดี
1947 15 ธันวาคม, เกษียรราชการ หลังจากนั้นได้ย้ายไปอยู่ในเบิร์กเลย์,​แคลิฟอร์เนีย
1948 สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California) 
1950 เป็นผู้แทนของสหรัฐฯ ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยปัญหาเรื่องดินแดนจามมูและแคชเมียร์ (Jammu and Kashmir) ระหว่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งนำไปสู่การออกมาตรา 80 (Resolution 80) 
1964 ประสบอุบัติเหตุ, 
1966 20 กุมภาพันธ์, เสียชีวิตบนเกาเยอร์บาบัวน่า (Yerba Buena island, CA) แคลิฟอร์เนีย

1985 หนังสือ Some thoughts to live by ของเขาพิมพ์ออกมา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *