💭 Paul Dirac

I cannot understand why we idle discussing religion. If we are honest—and scientists have to be—we must admit that religion is a jumble of false assertions, with no basis in reality. The very idea of God is a product of the human imagination. It is quite understandable why primitive people, who were so much more exposed to the overpowering forces of nature than we are today, should have personified these forces in fear and trembling. But nowadays, when we understand so many natural processes, we have no need for such solutions. I can’t for the life of me see how the postulate of an Almighty God helps us in any way. What I do see is that this assumption leads to such unproductive questions as why God allows so much misery and injustice, the exploitation of the poor by the rich and all the other horrors He might have prevented. If religion is still being taught, it is by no means because its ideas still convince us, but simply because some of us want to keep the lower classes quiet. Quiet people are much easier to govern than clamorous and dissatisfied ones. They are also much easier to exploit. Religion is a kind of opium that allows a nation to lull itself into wishful dreams and so forget the injustices that are being perpetrated against the people. Hence the close alliance between those two great political forces, the State and the Church. Both need the illusion that a kindly God rewards—in heaven if not on earth—all those who have not risen up against injustice, who have done their duty quietly and uncomplainingly. That is precisely why the honest assertion that God is a mere product of the human imagination is branded as the worst of all mortal sins.

…ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเสียเวลาถกเถียงกันในเรื่องศาสนา – ถ้าพวกเราซื่อสัตย์ อย่างที่นักวิทยาศาสตร์ควรต้องเป็น- เราต้องยอมรับว่าศาสนาก็แค่คอลเลคชั่นของการอวดอ้างอุตริ, ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง พระเจ้าเป็นเพียงผลผลิตจากจินตนาการของมนุษย์ มันเข้าใจได้อยู่ว่าทำไมมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ที่ต้องเผชิญกับพลังที่เหนือกว่าจากธรรมชาติมากกว่าพวกเราในทุกวันนี้ ถึงต้องสร้างรูปร่างของพลังงานเหล่านี้เพราะความกลัวและหวาดหวั่น แต่ทุกวันนี้, เมื่อเราเข้าใจกระบวนการหลายอย่างของธรรมชาติ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้คำตอบเดิมๆ พวกนั้นแล้ว  ชีวิตของผมนั้นไม่เห็นว่าพระเจ้าที่ทรงพลานุภาพนั้นช่วยเหลือพวกเราแต่อย่างใด สิ่งที่ผมเห็นก็เพียงแต่คำถามมากมายนับไม่ถ้วนที่ไร้ประโยชน์ว่าทำไมพระเจ้าถึงอนุญาตให้มีความสิ้นหวังและความอยุธรรมเกิดขึ้นอยู่มากมาย คนจนถูกคนรวยเอารัดเอาเปรียบและความทุกข์อื่นๆ อีกมากมายหล่ะ ทั้งที่พระเจ้าควรจะต้องมีหน้าที่ป้องกันไม่ใช่หรือ ? ถ้าศาสนายังคงถูกสอนอยู่ในห้องเรียน, มันไม่ใช่เพราะว่าแนวคิดของมันได้รับการยอมรับจากพวกเรา, แต่เพราะว่ามีบางคนที่พวกเราต้องการทำให้ชนชั้นที่ต่ำกว่าเงียบ  คนที่ไม่มีปากมีเสียงปกครองง่ายกว่าพวกที่หัวรุนแรงหรือขบฏ พวกเขายิ่งถูกหลอกง่ายกว่าคนกลุ่มอื่น ศาสนาไม่ต่างกับฝิ่นชนิดหนึ่งที่ทำให้พวกเราเกิดภาพหลอนกับตัวเอง ทำให้ฝันหวานแล้วก็ลืมความอยุติธรรมที่กำลังรุกรานกล้ำกลายเข้ามา, การรวมตัวเป็นพันธมิตรระหว่างพลังการเมืองสองกลุ่มที่ยิ่งใหญ่, รัฐ และ ศาสนา, ทั้งสองต้องการสร้างภาพหลอนว่ามันมีพระเจ้าที่แสนดีคอยตบรางวัล  – อยู่บนสวรรค์ถ้าไมใช่ในโลกนี้- คนเหล่านั้นไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้เติบมาเพื่อต่อต้านความอยุติธรรม ก็จะก้มหน้าทำงานของพวกเขาอย่างเงียบๆ ไม่มีปากมีเสียง ซึ่งนี่แหละเหตุผลที่แท้จริงกว่าทำไมพระเจ้าถึงเป็นผลผลิตของจินตนาการของมนุษย์ซึ่งจะบอกว่าจริงๆ แล้วเป็นบาปกรรมที่เลวร้ายที่สุดของบาปทั้งหลาย

Paul Dirac

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *