Park Chung-Hee

ปาร์ก ชังฮี (박정희)

ประธานาธิบดี คนที่ 3 ของเกาหลีใต้

ปาร์ก ชังฮี เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 1917 ในคามิโอะ (Kameo, Japanese Korea) เกาหลีซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนใต้การปกครองของญี่ปุ่น พ่อเขาชื่อปาร์ก ซุง-บิน (Park Sung-bin) และแม่ชื่อเบ็ก นาม-อิง (Bek Nam-eui) โดยที่เขาเป็นลูกคนสุดท้องในพี่น้องทั้งหมดห้าคน ครอบครัวของเขามีฐานะที่ยากจน

1932 เข้าเรียนในวิทยาลัยครูในเมืองแต้กู (Daegu)ปาร์ก ชังฮี เป็นคนที่เรียนหนังสือเก่ง และเขามีนโปเลียน (Napoleon) เป็นฮีโร่

1936 แต่งงานกับคิม โฮนัม (Kim Ho-Nam)

1937 จบการศึกษาด้วยคะแนนที่หนึ่งของห้องเรียน หลังจากนั้นเขาได้เริ่มทำงานเป็นครูในโรงเรียนประถมในเมืองมังยอง-อัพ (Mungyeong-eup)

1940 ช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่น (Second Sino-Japanese War, 1937-1945) ปาร์ก ชังฮีจึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนในสถาบันทหารชางชุน (Changchun Military Academy) ซึ่งเป็นสถาบันทหารของแมนจูกั๋ว ที่ได้รับการการสนับสนุนจากญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงเวลานี้ ปาร์ก ชังฮี ได้ใช้ชื่อเป็นญี่ปุ่น ว่า ทากากิ มาซาโอะ (Takagi Masao, 高木正雄)

1942 เข้าศึกษาต่อการทหารระดับสูงที่สถาบันทหารญี่ปุ่น (Imperial Japanese Army Academy) ในประเทศญี่ปุ่น

1944 จบจากสถาบันทหารและได้เข้าประจำการณ์ในกองทัพญี่ปุ่นที่ประจำการณ์อยู่ในแมนจูกั้ว โดยที่เขาได้รับยศร้อยโท

ช่วงเวลานี้เขาเปลี่ยนมาใช้ชื่อ โอกาโมโตะ มิโนรุ (Okamoto Minoru, 岡本実) เพื่อใช้ในงานด้านข่าวกรอง

1945 หลังสงครามโลก เกาหลีได้อิสระภาพจะญี่ปุ่น ปาร์กชังฮี ก็ได้เข้าเรียนที่สถาบันทหารเกาหลี (Korea Military Academy) 

1946 ได้ประจำการณ์เป็นทหารในกองทัพเกาหลี  (Republic of Korea Army) ซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้บังคับบัญชาของกองทัพสหรัฐฯ ประจำเกาหลีใต้(United States Army Military Government in South Korea) อีกทีหนึ่ง

1948 ปาร์ก ชังฮี ถูกจับกุมตัว โดยคำสั่งของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ รี ซึงมัน  (Syngman Rhee) ในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งศาลทหารได้ตัดสินประหารชีวิตในเวลาต่อมา แต่ว่าปาร์ก ซังฮี ได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีรี ซึงมันในเวลาต่อมา เพราะประธานาธิบดีถูกร้องขอจากนายทหารระดับสูงหลายคนที่ช่วยกันปกป้องปาร์ก ชังฮี  แต่ว่าเขาก็ถูกกดดันให้ต้องลาออกจากราชการทหาร  ซึ่งเขายังทำงานอยู่ในกองทัพต่อในแผนกพลเรือนที่ไม่ได้รับเงินเดือน แต่ว่าเขาได้เข้าเรียนในสถาบันทหารต่อ ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ คิม จอง-พิล (Kim Jong-Pil) ซึ่งช่วยเขาในการทำการปฏิวัติในเวลาต่อมา

1950 หย่ากับคิม โฮนัม และแต่งงานครั้งที่ 2 กับยุค ยังซู (Yuk Young-Soo) ซึ่งพวกเขามีลูกด้วยกัน 3 คน ปาร์ก กึน-เฮย์ (Park Geun-hye) ซึ่งภายหลังเธอเป็นประธานาธิบดีคนที่ 18  ของเกาหลีใต้, ปาร์ก กึน-เฮย์-รยัง (Park Geun-hye-ryoung), ปาร์ก จี-แมน(Park Ji-man) 

ปาร์ก ชังฮี จบจากสถาบันทหาร ในช่วงที่เกิดสงครามเกาหลี (Korea War, 1950-1953) ทำให้เขาได้เข้ากลับมาเป็นทหารอีกครั้ง 

1952 ได้ตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองของกองทัพ ก่อนที่จะย้ายมาคุมหน่วยทหารปืนใหญ่

1953 ได้ยศนายพลจัตวา

หลังจากสงครามเกาหลียุติ ด้วยข้อตกลงหยุดยิง (Korean Armistice Agreement)  ปาร์ก ชังฮีก็ได้เข้าฝึกกับทหารสหรัฐ ที่ฟอร์ตซิลล์ (Fort Sill) ในโอกลาโฮม่า (Oklahoma) เป็นเวลาหกเดือน

และหลังจากกลับมาเกาหลีก็ได้เป็นผู้บัญชาการหน่วยทหารปืนใหญ่ที่ 5 และ 7 

1958 ได้รับเลือนยศเป็นพลเอก และได้รับผิดชอบหน่วยทหารที่ทำหน้าที่ป้องกันกรุงโซล

1960 19 เมษายน, (April 19 Movement) นักศึกษาพากันประท้วงใหญ่เพื่อขับไล่ประธานาธิบดีอี ซึงมัน (Syngman Rhee)

25 เมษายน, อี ซึงมัน ลาออกจากตำแหน่ง และลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐฯ 

13 สิงหาคม, เกาหลีใต้ได้รัฐบาลใหม่ โดยมีหยัน โบ-เซียน (Yun Bo-seon) เป็นประธานาธิบดี แต่ว่าอำนาจที่แท้จริงอยู่กับนายกรัฐมนตรี ชาง เมียน (Chang Myon) ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารประเทศ มีการปรับคณะรัฐมนตรีถึงสามหนในเวลาห้าเดือน ประกอบกับนักศึกษายังคงชุมนุมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ 

1961 16 พฤษภาคม (May 16 Coup), ปาร์ก ชังฮี เป็นผู้นำในการทำการปฏิวัติ  ซึ่งการปฏิวัติได้รับการตอบรับในทางบวกจากประชาชนในตอนแรก และประธานาธิบดีหยัน โบ-เซียน ก็อยู่ข้างเดียวกับฝ่ายปฏิวัติ และเขายังคงอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีหลังการปฏิวัติ

ซึ่งเมื่อการปฏิวัติสำเร็จ คณะปฏิวัติได้ตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (Supreme Council for National Reconstruction) ขึ้นมา และปาร์ก ชังฮี ดำรงตำแน่งประธานสภาปฏิรูปฯ 

19 มิถุนายน, สภาปฏิวัติได้ตั้งหน่วยข่าวกรองเกาหลี KCIA (Koreain Central INtelligence Agency) ขึ้นมา จุดประสงค์ในตอนแรกเพื่อคอยสอดส่องฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ

1962 24 มีนาคม, ประธานาธิบดี หยัน โบ-เซียน ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ปาร์ก ซังฮี ทำการรวบอำนาจไว้กับตัวของเขาเอง และขึ้นดำรงค์ตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการณ์

ปาร์ก ชังฮี ประกาศใช้แผน 5ปี (Five-Year Plans) แผนเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายในการยกฐานะประเทศจากประเทศโลกที่สามให้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีการตั้งเมืองอุลซาน (Ulsan) ขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เน้นอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี,  , มีเป้าหมายในการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

1963 ปาร์ก ชังฮี ก่อตั้งพรรค Democratic Repblican Party ขึ้นมา และเขาชนะการเลือกตั้งได้ตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเขามีคะแนนชนะอดีตประธานาธิบดีหยัน โบ-เซียน ที่เป็นคู่แข่ง เล็กน้อย 46.6% ต่อ 45.1%

1965 มีนาคม, เกาหลีใต้ส่งทหารเข้าไปช่วยสหรัฐ ในสงครามเวียดนาม (Vietnam War) ซึ่งเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ส่งทหารเข้าไปในเวียดนามกว่า 3 แสนนาย เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐฯ เท่านั้น

22 มิถุนายน, เกาหลีใต้ลงนามในสนธิสัญญาความสัมพันธ์ระดับปกติกับญี่ปุ่น (treaty normalizing relations with Japan)

1967 ชนะการเลือกตั้งสมัยที่สอง  และเขาได้ประกาศใช้แผน 5 ปี ฉบับที่ 2 ซึ่งทำให้มีการสร้างเขตอุสาหกรรมคุโร (Kuro Industrial Park), การสร้างบริษัทผลิตเหล็กขึ้นมาเพื่อป้อนวัตถุดิบราคาถูกให้กับอุตสหกรรมรถยนต์

1971 ชนะการเลือกตั้งได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกเป็นสมัยที่สาม

1972 16 ตุลาคม, (Bu-Ma Democratic Protests) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปูซาน (Pusan National University) เริ่มทำการประท้วง มีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง ทำให้คนเรียกร้องเสรีภาพและต่อต้านระบบ Yushin กันมากขมิ้น

17 ตุลาคม, ประกาศใช้กฏอัยการศึก และทำการปฏิวัติตัวเอง โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม

พฤศจิกายน, ประกาศนโยบายยุซิน ( The Yushin ~ Revitalization Reform) พร้อมกับประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญยุซิน (Yushin Constitution) ที่ให้อำนาจเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นการสถาปนาสาธารณรัฐเกาหลี ที่ 4 (Fourth Republic)

1974 15 สิงหาคม, ถูกลอบสังหาร ระหว่างไปกล่าวสุนทรพจน์ที่โรงละครแห่งชาติ ในกรุงโซลเนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี อิสระภาพจากการเป็นเมืองขึ้น โดยมือปืนชื่อ มุน ซี-กวาง (Mun Se-gwang) เป็นชาวเกาหลีเหนือที่เกิดในญี่ปุ่น แต่ว่ากระสุนพลาดไปถูก ยุค ยังซู ภรรยาของปาร์ก ชังฮี ซึ่งทำให้นางเสียชีวิตในวันต่อมา

1979 26 ตุลาคม, ถูกฆาตกรรม โดยคิม แจ กู (Kim Jae Kyu) เพื่อนของเขาซึ่งเป็นผู้อำนวยการหน่วยข่างกรอง KCIA ซึ่งคิม แจ กู ถูกจับกุมตัวได้และเขาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในเวลาต่อมา

Leave a Reply