Timur

ทีมูร์ (Timur)

ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิทีมูริด (Timurid Empire)

ทีมูร์ เกิดวันที่ 9 เมษายน 1336 ในทรานโซซาเนีย (Transoxania) บริเวณอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) ปัจจุบัน ทรานโซซาเนียเป็นส่วนหนึ่งของรัฐข่านชากาไต (Chagatai Khanate)  

พ่อของเขาคือชื่อตาระไก โนยัน (Taraghai Noyan) และแม่ชื่อเตกิน่า คาตัน (Tekina Khatun) ครอบครัวของเขามีฐานะร่ำรวย พ่อของเขาทำงานรับใช้ข่านแหง่ชากาไต

ในวัยเด็กทีมูร์และบริวารของเขามักจะชอบดักปล้นขบวนของนักเดินทางเพื่อแย่งชิงทรัพย์สิน, ม้าและสัตว์เลี้ยง ซึ่งเล่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเขาออกไปปล้นสดมถ์ เขาถูกธนูสองดอกจากฝ่ายตรงข้ามยิงโดนที่ขาขวา และลูกศรอีกดอกยิงโดนที่มือขวาจนทำให้เสียนิ้วไปสองนิ้ว ซึ่งบาดแผลนี้ทำให้เขาได้รับฉายาว่า the Lame และ Tamerlane จากชาวยุโรป

1357 เมื่อข่านอีมีร์ แคซแกน (Amir Kazgan) ผู้ปกครองดินแดนทรานโซซาเนียเสียชีวิต ทีมูร์จึงฉวยโอกาสประกาศตัวเองเป็นข่านปกครองดินแดนบริเวณใกล้กับคาซการ์ (Kashgar) ในขณะที่ตักห์ลัก ทีมูร์ (Tughlug Temür) ได้ตั้งลูกชายของเขาชื่ออิลยาส โคจา (Ilyas Khoja) ขึ้นปกครองทรานโซซาเนีย และอิลยาส โคจา ก็ได้ตั้งให้ทีมูร์เป็นรัฐมนตรีของเขา

แต่ว่าไม่นานทีมูร์ก็ได้แปรพักตร์ไปเข้ากับอีมีร์ ฮุเซียน (Amir Husyan) พี่เขยของเขา

1360 พ่อของเขาเสียชีวิต ในขณะที่ทีมูร์กลายเป็นแม่ทัพทหารของข่านแห่งชากาไต และได้นำกองทัพบุกโคราซาน (Khorasan) ทางตอนเหนือของอิหร่านปัจจุบันและยึดดินแดนบางส่วนมาได้

1364 ทีมูร์และอีมีร์ ฮุเซียน ได้ร่วมกันเอาชนะอิลยาส โคจา และครอบครองทรานโซซาเนียเอาไว้ได้ 

1370 ทีมูร์ได้สังหารอีมีร์ ฮุเซียน และประกาศครอบครองดินแดนบาลค์ (Balkh) เอาไว้พร้อมทั้งได้แต่งงานกับซาเรย์ คานัม (Saray Mulk Khanum) ซึ่งเป็นภรรยาของอีมีร์ ฮุเซียน และเธอยังสืบเชื้อสายจากเจงกีส ข่านด้วย

ทีมูร์สามารถครอบครองดินแดนชากาไตจากชากาไตข่าน ซึ่งเป็นลูกชายของเจงกิสข่าน (Genghis Khan) เอาไว้ได้ แต่เพราะธรรมเนียมของมองโกล ทีมูร์ไม่สามารถที่จะตั้งตัวเองเป็นข่านได้เพราะว่าไม่ได้สืบเชื้อสายจากเจงกิสข่าน เขาจึงได้ตั้งซุเยอร์กัตมิส (Suyurghatmish, Chaghatay Khan) ที่สืบเชื้อสายจากโจชิ (Jochi) ลูกชายคนโตของเจงกิสข่าน ขึ้นมาเป็นข่านแห่งชากาไต 

ในขณะที่ทีมูร์ได้แสดงตัวเป็นแค่ผู้ปกครองทรานโซซาเนีย แต่เขาได้สถาปนาจักรวรรดิทิมูริด (Timurid Empire) ขึ้นมา และใช้ซามาร์กันด์ (Samarkand) เป็นเมืองหลวง

ทีมูร์ใช้เวลาอีกทศวรรษต่อมาในการทำสงครามกับข่านแห่งจาตาห์ (Khan of Jatah) บริเวณตะวันออกของเตอร์กิสถาน และรบกับข่านแห่งโคเรซ (Khan of Khokrezm) บริเวณเตอร์กิสถานและอุซเบกิสถาน 

1380 สามารถยึดครองคาซการ์ได้สำเร็จ

1382 ให้การสนับสนุนต๊อกตามิส (Tokhtamysh) ในการบุกมอสโคว์ ซึ่งต๊อกตามิสสามารถเผาทำลายมอสโคว์ได้สำเร็จและกลายเป็นข่านแห่งโกลเด้นฮอร์ด  (Golden Horde)  

1385 เขายึดครองดินแดนเฮรัต (Herat) จากเปอร์เซีย  และไม่นานก็ยึดครองดินแดนทางตะวันออกของเปอร์เซียเอาไว้ได้ และยังส่งแม่ทัพของเขาให้บุกไปยังโคราซาน (Khorasan)

ต๊อกตามิสข่านแห่งโกลเด้นฮอร์ด ซึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจากทีมูร์ ส่งกองทัพบุกอาเซอร์ไบจานตอนเหนือของเปอร์เซีย ทำให้เขากลายเป็นศัตรูกับทีมูร์

1386 เขาเริ่มแผนการณ์ที่จะบุกจอร์เจียและโกลเด้นฮฮร์ด 

1391 ทีมูร์ยกกองทัพตามล่าต๊อกตามิสเข้าไปในเขตดินแดนของรัสเซียและสามารถเอาชนะต๊อกตามิส ได้ ในสมรภูมิริมแม่น้ำคอนดูร์ชา (Battle of the Kondurcha River)  แต่ว่าต๊อกตามิสหนีไปได้ 

1395 ต๊อกตามิสตั้งกองทัพขึ้นมาใหม่ และได้บุกคอเคซัส แต่ว่าเขาแพ้ในการรบที่บริเวณริมแม่น้ำเตเรก (Battle of the Terek River)  

1398 ทีมูร์บุกอินเดีย โดยได้ทำการรบกับสุลต่านมาห์มุด แห่งเดลฮี (Mahmud Tughluq, Sultan of Delhi) และสามารถเอาชนะสุลต่านมาห์มุดได้ที่เมืองปานิพัด (Panipat) 

ธันวาคม, สามารถยึดกรุงเดลฮีเอาไว้ได้ 

1399 เดินทางกลับซามาร์กันด์เมืองหลวง เพราะดินแดนทางตะวันตกถูกรุกรานโดยอียิปต์และอ๊อตโตมัน ทีมูร์เริ่มทำสงครามกับสุลต่านบาเซยิด ที่ 1 (Bayezid I, sultan of Ottoman Empire) และสุลต่านมัมลัค (Mamluk, sultan of Egypt และสามารถยึดคืนดินแดนบริเวณอาเซอร์ไบจันคืนมาได้ จากนั้นทีมูร์ได้นำกองทัพบุกทำลายอเลปโป (Aleppo) ในซีเรียเพื่อแก้แค้น

1401 ยึดดามัสกัส (Damascus) และแบกแดด มาได้

1402 กรกฏาคม, บุกอนาโตเลีย (Anatolia) และสามารถเอาชนะสุลต่านบาเซยิด ที่ 1 ได้ในที่สุด ในการรบที่แอนการ่า (Battle of Ankara) โดยที่สุลต่านบาเซยิด ที่ 1 เสียชีวิตในการรบ

1404 เดินทางกลับมายังซามาร์กันด์และเตรียมตัวที่จะบุกจีนซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงราชวงศ์หมิง ของจักรพรรดิฮ่องวู (Hongwu Emperor)  แต่ว่าเกิดล้มป่วยเสียก่อนในช่วงปลายปี

1405 19 กุมภาพันธ์, เสียชีวิต (Shymkent, Kazakhstan) ร่างของทีมูร์ถูกทำเป็นมัมมี่ และถูกใส่ในโลงไม้เพื่อส่งกลับไปยังซามาร์กันด์ และถูกฝังที่สุสาน Gur-e Amir ซึ่งยังคงอยู่จนปัจจุบันในซามาร์กันต์, อุซเบกิสถาน

Leave a Reply